วัดในศาสนาพุทธ
กลับหน้าแรก
          ปฏิจจสมุปบาท 

          ปฏิจจสมุปบาท แปลพอได้ความหมายในเบื้องต้นว่า การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายโดยอาศัยกัน การทำสิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆจึงเกิดมีขึ้น หรือการที่ทุก๘์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันมา  ปฏิจจสมุปบาท เป็นหลักธรรมอีกหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในรูปของกฎแห่งธรรชาติ หรือหลักความจริงที่มีอยู่โดยธรรมดา ไม่เกี่ยวกับการอุบัติของพระศาสดาทั้งหลาย คำสรุปปฏิจจสมุปบาท บ่งว่า เป็นกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งความทุกข์
๑.  หลักทั่วไป
ก.  อิมสมึ  สติ  อิท โหติ                         เมื่อสิ่งนี้มี  สิ่งนี้จึงมี 
     อิมสสุปปทา  อิท  อุปปชชติ                เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น  สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

ข.  อิสมึ  อสติ  อิท  น โหติ                     เมื่อสิ่งนี้ไม่มี  สิ่งนี้ก็ไม่มี 
     อิมสส  นิโรธา  อิท  นิรุชฌติ               เพราะสิ่งนี้ดับไป   สิ่งนี้ก็ดับ  ( ด้วย)
 
๒.  หลักแจงหัวข้อ หรือหลักประยุกต์
ก.  อวิชชาปจจยา  สงขารา                        เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย  สังขารจึงมี
     สงขารปจจยา  วิญญาณ                        เพราะสังขารเป็นปัจจัย  วิญญาณจึงมี
     วิญญาณปจจยา  นามรูป                       เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย  นามรูปจึงมี
     นามรูปปจจยา   สฬายตน                      เพราะนามรูปเป็นปัจจัย  สฬายตนะจึงมี 
     สฬายตนปจจยา ผสโส                         เพราะสฬายตนเป็นปัจจัย  ผัสสะจึงมี 
     ผสสปจจยา เวทนา                              เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  เวทนาจึงมี
     เวทนาปจจยา   ตณหา                          เพราะเวทนาเป็นปัจจัย  ตัณหาจึงมี
     ตัณหาปจจยา  อุปาทาน                        เพราะตัณหาเป็นปัจจัย  อุปาทาน  จึงมี 
     อุปาทาปจจยา  ภโว                              เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย  ภพจึงมี
     ภวปจจยา    ชาติ                                 เพราะภพเป็นปัจจัย  ชาติจึงมี
     ชาติปจจยา  ชรามรณ                           เพราะชาติเป็ยปัจจัย  ชรามรณะจึงมี
.........................................................................................................
    โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาสา   สมภวนติ
     ความโศก  ความคร่ำครวญ  ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ จึงมีพร้อม
     เอวเมตสส  เกวลสส  ทุกขกขนธสส  สมุทโย  โหติ
     ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้  จึงมีได้  ด้วยประการฉะนี้

    ข.     อวิชชย  ตเวว  อเสสวิราคนิโรธา           สงขารนิโรโธ เพราะอวิชชาสำรอกไปไม่เหลือสังขารจึงดับ
            สงขารนิโรโธ วิญญาณนิโรโธ               เพราะสังขารดับ  วิญญาณจึงดับ
            วิญญาณนิโรโธ  นามรูปนิโรโธ              เพราะวิยญาณดัดับ  นามรูปจึงดับ
            นามรูปนิโรโธ  สฬายตนนิโรโธ              เพราะนามรูปดับ  สฬายตนจึงดับ
            สฬายตนนิโรโธ   ผสสนิโรโธ                เพราะสฬายตนดับ   ผัสสะจึงดับ
            ผสสนิโรโธ เวทนานิโรโธ                      เพราะผัสสะดับ  เวทนาจึงดับ
            เวทนานิโรโธ  ตณหานิโรโธ                  เพราะเวทนาดับ   ตัณหาจึงดับ
            ตณหนิโรโธ    อุปาทานนิโรโธ               เพราะตัณหาดับ  อุปาทานจึงดับ
            อุปาทานิโรโธ  ภวนิโรโธ                      เพราะอุปาทานดับ  ภพจึงดับ
            ภวนิโรโธ  ชาตินิโรโธ                          เพราะภพดับ  ชาติจึงดับ
            ชาตินิโรโธ  ชรามรณนิโรโธ                   เพราะชาติดับ  ชารามรณะ (จึงดับ)
.................................................................................................... .......
            โสกปริเทวทุกขโทมนสสสุปายาสา  นิรุชฌนติ
            ความโศก  ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส  ความคับแค้นใจ  ก็ดับ
            เอวเมตสส  เกวลสส  ทุกขกขนธสส  นิโรโธ  โหติ
            ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้  ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
            ขอให้สังเกตว่า  คำสรุปปฏิจจสมุปบาทนี้  บ่งว่า  เป็นกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปแห่งกองทุกข์ 
 

ความหมายของ “ ทุกข์ “

            คำว่า ”ทุกข์ “ มีความสำคัญและมีบทบาทมากในพุทธธรรม แม้ในหลักธรรมอื่นๆเช่นไตรลักษณ์ และอริยสัจ ก็มีทุกข์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ จึงควรทำความเข้าใจในคำว่าทุกข์กันให้ชัดเจนก่อน เมื่อทำความเข้าใจในพุทธธรรม ให้สลัดความเข้าใจแคบๆในภาษาไทยทิ้งไปเสียก่อน  และพิจารณาใหม่ตามความหมายกว้างๆของพุทธพจน์ที่แบ่ง ทุกขตา เป็น ๓ อย่าง พร้อมด้วยคำอธิบายในอรรถกถา  ดังนี้ 

            ๑.  ทุกขตทุกขตา ทุกข์ที่เป็นความรู้สึกทุกข์ คือความทุกข์กายทุกข์ใจอย่างที่เข้าใจกันโดยสามัญ  ตรงตามชื่อ  ตามสภาพ ที่เรียกกันว่าทุกขเวทนา ( ความทุกข์อย่างปกติ ที่เกิดขึ้น เมื่อประสบอนิฏฐารมณ์ หรือสิ่งกระทบกระทั่งบีบคั้น)

            ๒.  วิปริณามทุกขตา  ทุกเนื่องด้วยความผันแปร  หรือทุกข์ที่เนื่องในความผันแปรของสุข คือความสุขที่กลายเป็นความทุกข์ หรือทำให้เกิดทุกข์เพราะความแปรปรวนกลับกลายของมันเอง ภาวะที่ปกติก็สบายดีเฉยอยู่ไม่รู้สึกทุกข์อย่างใดเลย แต่ครั้นได้เสวยความสุขบางอย่าง พอสุขนั้นจางลงหรือหายไป ภาวะเดิมที่เคยรู้สึกสบายเป็นปกตินั้น กลับกลายเป็นทุกข์ไป เสมือนเป้นทุกข์แฝง  ซึ่งแสดงตัวออกมาในทันทีที่ความสุขนั้นจืดจางหรือเลือนลางไป  ยิ่งสุขมากขึ้นเพียงใด ก็กลับกลายเป็นทุกข์รุนแรงมากขึ้นเท่านนั้น เสมือนว่าทุกกขืที่แฝงขยายตัวตามขึ้นไป ถ้าความสุขนั้นไม่เกิดขึ้น ทุกขืเพราะสุขนั้นก็ไม่มี แม้เมื่อยังเสวยความสุขอยู่  พอนึกว่าสุขนั้นอาจจะต้องสิ้นสุดไป ก็ทุกข์ด้วยหวาดกังวลใจหายไหวหวั่น

            ๓.   สังขารทุกขตา  ทุกข์ตามสภาพสังขาร คือสภาวะของตัวสังขารเอง  หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดจากเหตุปัจจัย ได้แก่  ขันธ์ ๕  ( รวมถึง  มรรค  ผล  ซึ่งเป็นโลกุตตรธรรม ) เป็นทุกข์  คือเป้นสภาพที่ถุกบีบคั้นด้วยปัจจัยที่ขัดแย้งกัน  มีการเกิดขึ้นและสลายหรือดับไป ไม่มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวของมันเอง อยู่ในในกระแสแห่งเหตุปัจจัย จึงเป็นสภาพซึ่งพร้อมที่จะก่อให้เกิดทุกข์ ( ความรู้สึกทุกข์หรือทุกขเวทนา ) แก่ผู้ไม่รู้เท่าทันต่อสภาพและกระแสของมัน แล้วเข้าไปฝืนกระแสอย่างทื่อๆด้วยคความอยากความยึด ผ ตัณหาอุปาทาน ) อย่างโง่ๆ ผ อวิชชา) ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องและปฏิบัติต่อมันด้วยปัญญา

            ทุกข์ข้อสำคัญคือข้อที่ ๓ แสดงถึงสภาพของสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็นของมันเอง  แต่สภาพนี้จะก่อให้เกิดความหมายในภาวะในทางจิตวิทยาขึ้นก็ได้  ในแง่ที่ว่า มันไม่อาจให้ความพึงพอใจโดยสมบูรณ์ และสามารถก่อให้เกิดทุกขืได้เสมอ  แก่ผู้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอวิชชาตัณหาอุปาทาน
            สิ่งทั้งหลายคือกระแสเหตุปัจจัย มิใช่มีตัวตนที่เที่ยงแท้เป็นจริง หลักปฏิจจสมุปบาท  แสดงให้เห็นอาการที่สิ่งทั้งหลายสัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นเหตุปัจจัยต่อกันอย่างเป็นกระแส  ในภาวะที่เป็นกระแสนี้  ขยายความออกไปให้เห็นแง่ต่างๆ คือ
            *  สิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นปัจจัยกัน
            *  สิ่งทั้งหลายมีอยู่โดยความสัมพันธ์
            *  สิ่งทั้งหลายมีอยู่ด้วยอาศัยปัจจัย 
            *  สิ่งทั้งหลายไม่มีความคงที่อยู่อย่างเดิมแม้แต่ขณะเดียว 
            *  สิ่งทั้งหลายไม่มีอยู่โดยตัวของมันเอง คือไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมัน 
            *  สิ่งทั้งหลายไม่มีมูลการณ์ หรือต้นกำเนิดเดิมสุด 

            ( พุทธธรรม   พระรรมปิฎก ป.อ. ปยุตโต)

 

  © สงวนลิขสิทธ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดย กรมการศาสนา ห้ามนำข้อมูลในเว็บไซต์นี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร