ศาสนสถานในศาสนาคริสต์
กลับหน้าแรก
 
พื้นฐานข้อความเชื่อของศาสนาคริสต์มาจากศาสนาของประชาชนในสมัยนั้นคือ ศาสนายิว
๑. พระคริสตธรรมคัมภีร์ หรือพระคัมภีร์ (Holy Bible)
             เป็นหลักคำสอนหรือคู่มือในการดำเนินชีวิตของคริสตชน เชื่อว่า พระเจ้าทรงดลใจให้ผู้ประกาศพระวจนะของพระองค์ โดยบุคคลหลากหลาย ต่างยุค ต่างสมัย ต่างอาชีพ ตั้งแต่ กษัตริย์, ธรรมาจารย์, ปุโรหิต, สานุศิษย์, ชาวประมง และสามัญชนผู้มีใจศรัทธาได้เขียนขึ้น พระคัมภีร์มีสองภาค แบ่งเป็นภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testament) และภาคพันธสัญญาใหม่ (New Testament) โดยภาคพันธสัญญาเดิมจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์การสร้างโลก และกำเนิดมนุษยชาติ การกระจายของพงศ์พันธุ์มนุษย์ ประวัติศาสตร์ชนชาติยิว ( ยูดาย) บทนิพนธ์ บทเพลงสรรเสริญนมัสการพระเจ้า และหลักคำสอน คำพยากรณ์แห่งอนาคตของประชาชาติ ส่วนพระคัมภีร์ใหม่จะกล่าวถึงประวัติและพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ การกำเนิดและการขยายงานคริสตจักร โดยการเผยแพร่ หลักคำสอนในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ศรัทธาในพระองค์ ตลอดคำสัญญาแห่งอนาคต
 
๒. หลักคำสอนในชีวิตประจำวัน ที่มาจากพระคัมภีร์เดิม ( ภาคพันธสัญญาเดิม)
             พระคัมภีร์เดิม กล่าวสอนเรื่อง บัญญัติ ๑๐ ประการ( หนังสืออพยพ ๒๐: ๑- ๑๗) เพื่อการปฏิบัติของมนุษย์ที่พึงมีต่อพระเจ้า และมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันเอง เพื่อความผาสุกของชีวิตเมื่อปฏิบัติตามหลักคำสอน
             พระเจ้าตรัสถ้อยคำทั้งสิ้นต่อไปนี้ว่า เราคือพระยาห์เวห์ ( หรือพระเยโฮวาห์) พระเจ้า ของท่าน เป็นผู้นำท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ ให้พ้นจากการเป็นทาส

๑. ท่านต้องไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากเรา

๒. ท่านต้องไม่ทำรูปปฏิมา ( รูปเคารพ) สำหรับตน ไม่ว่าจะเป็นรูปสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ท้องฟ้าเบื้องบน หรือซึ่งอยู่ในแผ่นดินเบื้องล่าง หรือซึ่งอยู่ในน้ำใต้แผ่นดินท่านต้องไม่กราบไหว้รูปปฏิมา ( รูปเคารพ) หรือนมัสการรูปเหล่านั้น เพราะเราคือ พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน เราแสดงความรักมั่นคงต่อผู้ที่รักเราและปฏิบัติตามบทบัญญัติของเราจนถึงพันชั่วอายุคน

๓. ท่านต้องไม่กล่าวพระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านอย่างไม่เหมาะสม เพราะพระยาห์เวห์จะไม่ทรงละเว้นโทษผู้ที่กล่าวพระนามของพระองค์อย่างไม่เหมาะสม

๔. จงระลึกถึงวันสะบาโตว่าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะต้องออกแรงทำงานทั้งหมดในหกวัน แต่วันที่เจ็ดเป็นวันพักผ่อนที่ถวายแด่พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน ในวันนั้นท่านต้องไม่ทำงานใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าน บุตรชาย บุตรสาว บ่าวไพร่ ชาย หญิง สัตว์ใช้งานหรือคนต่างถิ่นที่อาศัยอยู่กับท่าน เพราะในหกวันพระยาห์เวห์ทรงสร้างฟ้า แผ่นดินทะเล และสรรพสิ่งที่มีอยู่ในที่เหล่านี้ แต่ในวันที่เจ็ด พระองค์ทรงพักผ่อน เพราะฉะนั้นพระยาห์เวห์ทรงอวยพระพรวันสะบาโต และทรงทำให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์

๕. จงนับถือบิดามารดา เพื่อจะได้มีอายุยืนอยู่ในแผ่นดินที่พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่าน

๖. อย่าฆ่าคน

๗. อย่าล่วงประเวณี

๘. อย่าลักขโมย

๙. อย่าเป็นพยานเท็จให้ร้ายเพื่อนบ้าน

๑๐. อย่าโลภ
มักได้บ้านเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภมักได้ภรรยาของเพื่อนบ้านหรือบ่าวไพร่ชายหญิง โค ลา หรือทรัพย์สินใด ๆ ที่เป็นของเพื่อนบ้าน

๓. ศาสนาคริสต์มีรากฐานความเชื่อเรื่อง “ พระเจ้า” ที่มีความสัมพันธ์แบบตรีเอกานุภาพ คือ พระบิดา (The Father : พระเจ้าผู้ทรงสร้างโลก ) พระบุตร (The Son : พระเยซูคริสต์มาไถ่บาปมนุษย์ ) และพระวิญญาณบริสุทธิ์(The Holy Spirit : พระจิตเจ้า สถิตในจิตวิญญาณของผู้เชื่อศรัทธาทุกคน) เป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน ( จากสังคายนา Nicea ค.ศ. ๓๒๕)

๔ . หลักคำสอนที่มาจากองค์พระเยซูคริสต์ พระองค์มามิใช่เพื่อทำลายบทบัญญัติหรือคำสอนดั้งเดิม แต่พระองค์มาเพื่อทำให้บท บัญญัตินั้นสมบูรณ์โดยได้สอนถึง

๑ ) บัญญัติแห่งความรัก ( มธ. ๒๒: ๓๗– ๓๙, ยน. ๓: ๑๖)
“ ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน นี้คือบทบัญญัติเอกและเป็นบทบัญญัติแรก “ บทบัญญัติประการที่สองก็เช่นเดียวกันคือ ท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเองธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาผู้ประกาศ ( ผู้เผยพระวจนะ) ก็ขึ้นอยู่กับบัญญัติสองประการนี้”

“ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

 ๒ ) ความสุขแท้จริง ( มธ. ๕: ๑- ๑๒)
พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นประชาชนมากมายจึงเสด็จขึ้นบนภูเขา เมื่อประทับแล้ว บรรดาศิษย์เข้ามาห้อมล้อมพระองค์ พระองค์ทรงเริ่มตรัสสอนว่า

  • ผู้มีใจยากจน ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา
  • ผู้เป็นทุกข์โศกเศร้า ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับการปลอบโยน
  • ผู้ที่มีใจอ่อนโยน ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้ รับแผ่นดินเป็นมรดก
  • ผู้หิวกระหายความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะอิ่ม
  • ผู้มีใจเมตตา ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา
  • ผู้มีใจบริสุทธิ์ ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า
  • ผู้สร้างสันติ ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า
  • ผู้ถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะความชอบธรรมย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา
  • ท่านทั้งหลายย่อมเป็นสุขเมื่อถูกดูหมิ่น ข่มเหงและใส่ร้ายต่าง ๆ นานาเพราะเรา จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่นัก เขาได้เบียดเบียนบรรดาผู้ประกาศที่อยู่ก่อนท่านดังนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
 

 

 

© สงวนลิขสิทธ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดย กรมการศาสนา ห้ามนำข้อมูลในเว็บไซต์นี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร