|
|
|
|
|
|
ศาสนาซิกข์ได้กำหนดแนวทางที่เรียบง่ายในการดำรงชีพโดยพึ่งตัวเองแล้วขอพรเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าในการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น
-
สวดภาวนารำลึกนามพระผู้เป็นเจ้าดุจรากฐานแห่งชีวิต เขาจะรำลึกนามพระผู้เป็นเจ้าในดวงใจของเขาขณะประกอบกิจกรรมทั่วไป จะไม่คิดที่จะพึ่งพาอาศัยโชคชะตาหรือความหวังที่เลื่อนลอย
-
ประกอบสัมมาอาชีวะโดยสุจริตธรรม เขาจะไม่เอาเปรียบหรือฉวยโอกาสผู้ใดและไม่ยอมให้ผู้อื่นฉวยโอกาส เขาจะพิสูจน์การนำเสนอที่สร้างสรรค์และมีคุณค่าด้วยธุรกรรมที่ซื่อสัตย์ ถึงพร้อมด้วยความหมั่นขยัน การรักษาเก็บออม การเลี้ยงชีพที่ดี
-
การรับใช้มนุษยชาติ ซิกข์จะแบ่งปันรายได้ของเขาจากการประกอบสัมมาอาชีวะแก่ผู้ยากไร้ขัดสนในสังคมและทนุถนอมส่งเสริมงานประชาสงเคราะห์แก่มวลมนุษย์ให้เขาสามารถพึ่งตัวเองเลี้ยงดูแลครอบครัวของตนในทางเศรษฐกิจได้อย่างถาวร |
|

|
สอนให้มีความสันโดษ มีความรู้จักในการประมาณตนหรือมีความพอดีในการดำรงชีวิตของตนโดยการ
-
ยอมรับทรัพย์สมบัติตามที่หามาด้วยความขยันหมั่นเพียรของตน
-
ยอมรับฐานะและตำแหน่งการงานที่ได้รับตามความเหมาะสมปัญญาของตน
-
ยอมรับทุกสิ่งตามที่หามาด้วยความชอบธรรมและพระเมตตาของพระศาสดา |
|
พระมหาคัมภีร์ ศิรีคุรุครันถ์ซาฮิบ ทรงวางแนวปฏิบัติอย่างสมดุลระหว่าง การกระทำ (กรรม) การปฏิบัติธรรม ( ศรัทธา สวดภาวนา ) และ ปัญญา ( ความรู้ ) โดยหลักการคือ ศาสนาแห่งความศรัทธา และเสียสละ คือ
-
ร่างกาย - ประกอบสัมมาอาชีวะอย่างสุจริตธรรม เลี้ยงดู ดูแลครอบครัวและแบ่งปันช่วยเหลือผู้ยากไร้
-
จิต - รำลึก สวดภาวนาพระธรรม เป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า
-
ปัญญา - ศึกษาพระธรรม รู้แยกชั่ว ดี และรับใช้สังคม |
|
|
พระศาสดาทรงดำรัสว่า
สาวกของพระผู้เป็นเจ้าไม่มีความปรารถนาในความหลุดพ้น เขาต้องการเพียงความรัก เมตตาของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ความสุขต่างๆในสวรรค์จะเทียบไม่ได้กับการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า จุดหมายสุดท้ายของมนุษย์คือการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า มนุษย์จะไม่กลายเป็นพระผู้เป็นเจ้า แต่จะเปรียบดุจประกายไฟที่รวมเข้ากับกองเพลิง นี่คือการเข้าใจสำนึกตัวเอง |
|
|
 |
© สงวนลิขสิทธ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดย กรมการศาสนา ห้ามนำข้อมูลในเว็บไซต์นี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร |
 |
|