ข่าวจากหนังสือพิมพ์

[31-ธ.ค.-2559/เดลินิวส์ (กรอบบ่าย)] ร่วมสวดมนต์ข้ามปี18ล้านคน ททท.รุกหนักเที่ยวเชิงศาสนา


ร่วมสวดมนต์ข้ามปี18ล้านคน ททท.รุกหนักเที่ยวเชิงศาสนา (กรมการศาสนา หรือ "Department of Religious Affairs" หรือ กรมศาสนา)
เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559
 
          ทีมเศรษฐกิจ
          คงดีไม่น้อย ถ้าการท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ นอกจากจะได้พบเจอความสุขกาย เบิกบานใจแล้ว ยังตามมาด้วยการเกิดแห่งปัญญา อันเนื่องมาจากการไปท่องเที่ยวเชิงจิตใจและศาสนา ที่เรียกว่าเป็นการท่องเที่ยวที่ผู้เดินทางอาจไปตามลำพังหรือเป็น กลุ่ม เพื่อไปนมัสการสิ่งที่เคารพในศาสนา เพื่อความสบายใจ โดยจากรายงานภาวะเศรษฐกิจท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เผยข้อมูลว่า รูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและจิตใจ แบ่งได้ออกเป็น 2 รูปแบบ
          รูปแบบแรก... การเดินทางท่องเที่ยวเชิงศาสนาเพื่อความสบายใจ ที่อาจใช้เวลาไม่มาก เน้นความสบายใจเป็นหลัก เช่น สวดมนต์ที่วัด สวดมนต์ข้ามปี เป็นต้น รวมถึงอาจมีศาสนพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ทัวร์ไหว้พระ 9 วัน ,ทัวร์เดินทางสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ งานบุญบั้งไฟพญานาค เป็นต้น ส่วนรูปแบบที่สอง คือ การเดินทางท่องเที่ยวเชิงศาสนา เพื่อยกระดับจิตใจ เป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่ลึกซึ้ง ไม่ฉาบฉวย เป็นการท่องเที่ยวที่ช่วยยกระดับจิตใจให้ดียิ่งขึ้น อาจใช้เวลานาน 3-7 วัน หรือยาวนานกว่านั้น
          หากพูดถึงการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับศาสนา คงเน้นไปที่การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อความสบายใจ เพราะค่อนข้างมีความหลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้เลือก ซึ่งกรมการท่องเที่ยว ได้ประเมินภาพการท่องเที่ยวเชิงศาสนา ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค.59 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางจำนวน 14.16 ล้านคน และในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมศาสนสถานและปฏิบัติศาสนกิจ 6.62 ล้านคน
          วัยรุ่นจีนนิยมเที่ยววัด
          "กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร" รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะในตลาดจีนให้ความสนใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ ศรัทธาทางพุทธมากขึ้น ล่าสุด...มีกลุ่มกรุ๊ปทัวร์จีน เดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ หรือชาร์ เตอร์ไฟลต์ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาลงที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อมาทำบุญรวมถึงสวดมนต์ข้ามปี พร้อมเรียกร้องให้บริษัททัวร์จัดโปรแกรมทัวร์ทำบุญสวดมนต์ข้ามปี โดยชาวจีนกลุ่มนี้ เป็น กลุ่มวัยรุ่นที่ใฝ่หาที่พึ่งทางจิตใจ และมีความเชื่อในศาสนา ซึ่งได้มอบให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งหาแนวทางทำการตลาดหรือจัดแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงศาสนาให้กับกลุ่มตลาดจีน เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย
          "นักท่องเที่ยวจีน นิยมกิจกรรมการชมวัดไหว้พระ ส่วนนักท่องเที่ยวประเทศเมียนมา มีทัศนคติว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตขอให้ได้มาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว โดยมีการรายงานว่า ทัวร์จีนกว่า 1,200 คน เช่าเหมาลำ เพื่อร่วมงานถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ไทย 5,000 รูป และยังมีจำนวนกว่า 100 คน ได้รวมตัวกันมาศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง"
          นิยมวัตถุมงคล
          การเช่าวัตถุมงคล...เป็นสิ่งหนึ่งที่ชาวต่างชาติให้ความนิยม จากการสำรวจของกรมการท่องเที่ยว ปี 2558 มีรายงานการเช่าวัตถุมงคล รวมทั้งสิ้นมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออก อาทิ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เป็นผู้เช่าวัตถุมงคลมากที่สุด โดยจีนครองสัดส่วนการเช่าวัตถุมงคลไปถึง 8.92 ล้านบาท รองลงมาคือ ภูมิภาคยุโรป นำโดยนักท่องเที่ยวจากอังกฤษเป็นมูลค่า 1.25 ล้านบาท ขณะที่คนเอเชีย ส่วนใหญ่ในประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน บริษัทต่าง ๆ นิยมนำพนักงานของบริษัท เดินทางมาในลักษณะกรุ๊ปทัวร์ มาปฏิบัติธรรม เพื่อเพิ่มสมาธิในการทำงานให้แก่องค์กร ก่อนเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวของไทยต่อ ทำให้เห็นว่าผู้บริหารเล็งเห็นว่าสมาธิเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากในการทำงาน
          ทำคู่มือเส้นทางเที่ยววัด
          ทั้งนี้ในตลาดคนไทยแน่นอนว่า เรื่องของศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทยทั้งประเทศมายาว นาน ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนา ศาสนาคริสต์ อิสลาม ล้วนอยู่ในประเทศไทยร่วมกันได้อย่างสงบสุข เพราะเชื่อว่าทุกศาสนาล้วนสอนให้ประชาชนทำความดีด้วยกันทั้งสิ้น และหากพูดถึงในด้านการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและจิตใจ ทั้ง ททท. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ฯลฯ ได้ร่วมกันจัดทำคู่มือเส้นทางการท่องเที่ยวรวมถึงให้ข้อมูลสถานที่และออกเส้นทางท่องเที่ยว เช่น 108 เส้นทางออมบุญ เที่ยวทั่วไทยให้ถึงธรรม เที่ยวไทยถิ่นธรรมะเรียนรู้แก่นแท้พระพุทธศาสนา รวมถึงมีการจัดทำคู่มือแนะนำสถานที่ปฏิบัติธรรมทั่วประเทศ และแม้ที่ผ่านมาในแต่ละหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ จะไม่ได้ทำงานร่วมกันในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนามากนัก แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมใหญ่ส่งท้ายปีเก่า 2559
          สวดมนต์ข้ามปีไฮไลต์ปีไก่
          ในปีใหม่ของประเทศไทยที่ในทุก ๆ ปีต้องยอมรับว่า ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าจะต้องเดินทางมาท่องเที่ยวนับถอยหลังจากปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ โดยในปีนี้นั้น หน่วยงานภาครัฐด้านการท่องเที่ยวร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมและกรุงเทพมหานคร เตรียมจัดกิจกรรมอันยิ่งใหญ่ ภายใต้รูปแบบ "แสงเทียนแห่งสยาม" ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ ประจำปี 2560 โดยได้กำหนดพื้นที่หลัก คือ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงและห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ตลอดถนนพระราม 1 (แยกปทุมวัน) เชื่อมต่อถนนสุขุมวิท-ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์ และขยายไปยังแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ
          สำหรับกิจกรรมเริ่มในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เวลา 21.00 น. โดยการยืนแสดงความอาลัยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นเวลา 89 วินาที เวลา 23.45- 23.50 น. ร่วมสวดมนต์เพื่อส่งท้ายปี 2559 ได้แก่บทสวดนมัสการพระรัตนตรัยและบทสวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย เวลา 24.00 น. ร่วมกันร้องเพลงพระราชนิพนธ์ "พรปีใหม่"และในเวลา 00.09 น. ของวันที่ 1 ม.ค. 2560 ร่วมกันจุดเทียนและสวดมนต์ในบทสวดเจริญชัยมงคลคาถา (ชะยันโต, พาหุง และภะวะตุสัพฯ) เพื่อต้อนรับปีใหม่ พร้อมเป็นการถวายพระพรชัยแด่พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เสริมสิริมงคลแก่ประเทศไทย และเป็นมงคลแก่ชีวิตของประชาชนชาวไทย
          ททท.เร่งประชาสัมพันธ์
          ด้านสถานที่หลักในการจัดกิจกรรมนั้น ททท.จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาร่วมสวดมนต์ข้ามปีและต่อเนื่องด้วยการจุดเทียนซึ่งคาดว่าในบริเวณพื้นที่สนามหลวงจะมีผู้มาเข้าร่วมงานไม่ต่ากว่า 100,000 คน ขณะเดียวกันททท.จะทำการแนะนำไปยังหน่วยงานภาคเอกชนต่าง ๆ ที่ตามปกติจะมีการจัดงานเคานท์ดาวน์อยู่แล้ว ได้แก่ บริเวณหน้าหอศิลป์แห่งกรุงเทพมหานคร, ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเกษร พลาซ่า, ด้านหน้าอาคารพาร์ค เวนเจอร์, หน้าห้างสรรพสินค้าเทอร์มินัล ทเวนตี้วัน บริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ หรือตามพื้นที่ต่างจังหวัดต่าง ๆ ให้ใช้รูปแบบเดียวกันทั้งหมด
          การเคานท์ดาวน์ครั้งนี้ยังถือเป็นกิจกรรมที่สร้างการรับรู้ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้เห็นว่าประเทศไทยยังมีงานจัดกิจกรรมท่องเที่ยวได้ตามปกติ เพราะต้องยอมรับว่า งานเคานท์ดาวน์ของประเทศถือเป็นงานใหญ่ด้านการท่องเที่ยวงานหนึ่งของปีที่นักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจและอยากที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมากซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค. 2559 ถึง 3 ม.ค. 2560 รวม 4 วัน จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยประมาณ 375, 500 คน เพิ่มขึ้น 5% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 5,550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีใหม่ปีที่แล้ว
          ปัจจัยบวกด้านการบิน คือ มีเที่ยวบินเช่าเหมาลำเข้าไทยทั้งสิ้น 65 เที่ยวบิน รวม 16,389 ที่นั่ง โดยบินเข้ากรุงเทพฯมากที่สุด 39 เที่ยวบิน รองลงมา คือ ภูเก็ต 23 เที่ยวบิน เชียงใหม่ 3 เที่ยวบิน โดยเป็นเที่ยวบินที่มาจาก 11 ประเทศ และมากที่สุดคือ จีน รัสเซีย สวีเดน และ ญี่ปุ่น ขณะที่การจองบัตรโดยสารเครื่องบินล่วงหน้า ในช่วงวันหยุดปีใหม่รวม 4 วันดังกล่าว จนถึงวันที่ 14 ธ.ค. 59 ในภาพรวม เพิ่มขึ้น 3% ซึ่งมีแนวโน้มการจองเพิ่มขึ้นในตลาดระยะไกลคือ ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย นอกจากนั้น ในเดือนธันวาคมมีการเปิดเที่ยวบินใหม่ ประมาณ 25 เที่ยวบินต่อสัปดาห์มาไทย ในเส้นทางจากอินเดีย รัสเซีย กาตาร์ และจีน
          คาดคนมากที่สุดในโลก
          อย่างไรก็ตามในด้านตลาดคนไทยเที่ยวไทย ททท.ได้มีการประเมินสถานการณ์คาดว่าจะมีการเดินทางท่องเที่ยวลดลงเล็กน้อย โดยจะมีการเดินทางประมาณ 2.27 ล้านคน/ครั้ง ลดลงประมาณ 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีการงดเว้นกิจกรรมบันเทิงรื่นเริงในการเฉลิมฉลองช่วงปีใหม่ ทั้งนี้การปรับรูปแบบกิจกรรมเน้นการสวดมนต์ข้ามปี ปฏิบัติธรรมและทำบุญตักบาตรในวันขึ้นปีใหม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวที่จัดกิจกรรมเชิงศาสนาได้รับความนิยมในช่วงดังกล่าวมากขึ้นแทน โดยในปีนี้คาดว่าชาวไทยจะมีการจับจ่ายใช้สอยสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 7,823 ล้านบาท เติบโตกว่า 11.8% จากปีก่อน เพราะมีมาตรการการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว จึงช่วยผลักดันให้รายได้ทางการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
          "หากจะโฟกัสแค่เพียงผู้เข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ ข้ามปีในปีนี้ กระทรวงวัฒนธรรม และ ททท.ได้มีการหารือและมีประเมินว่า จะมีคนไทยและชาวต่างชาติร่วมสวดมนต์ข้ามปีส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มากถึง 18 ล้านคน ซึ่งมากที่สุดในโลกของกิจกรรมการสวดมนต์ต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบทั่วโลก"
          คงเห็นแล้วว่าประเทศไทยดินแดนที่พระพุทธศาสนาหยั่งรากลึกมาเนิ่นนาน ถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลักดันให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและจิตใจได้เป็นอย่างสูง และหวังว่าหลังจากนี้จะได้เห็นการพัฒนาการท่องเที่ยวในด้านนี้ด้วยความร่วมมือจากภาครัฐอย่างจริงจัง พร้อมกับไม่ให้การท่องเที่ยวเชิงศาสนากระทบกับผู้เป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว และจัดทำมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและจิตใจทั้งกับบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้มีคุณภาพและรอบรู้ในข้อมูลด้านธรรมะกับการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง เชื่อว่าในอนาคตจะช่วยสร้างทั้งเม็ดเงินในด้านการท่องเที่ยวและช่วยสร้างปัญญาทางจิตใจให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างมากมายแน่นอน.
รูปภาพประกอบ