วันมาฆบูชา เพ็ญเดือน ๓ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทานโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งเป็นคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่มีความมุ่งหมายให้มวลมนุษยชาติอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข โดยการไม่เบียดเบียนกันทั้งทางกายและวาจา รักษาความประพฤติ ให้น่าเลื่อมใส บริโภคปัจจัยอย่างรู้ประมาณพอเพียง รักความสงบ พัฒนาจิต รักษาตนและนำพาสังคมให้พ้นจากทุกข์ภัย

                    จึงขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมแสดงพลัง เพื่อสืบทอด พระพุทธศาสนา โดยประพฤติปฏิบัติตามหลักโอวาทปาติโมกข์ คือ ละชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ แต่งกายด้วยชุดขาวอันบริสุทธิ์ ทำบุญตักบาตร สวดมนต์ ไหว้พระ ถือศีล ปฏิบัติธรรม เวียนเทียน ร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาบำเพ็ญบุญ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและเพื่อความสงบสุขของตนเอง ครอบครัวและสังคม


                          กรมการศาสนา ได้ร่วมกับคณะสงฆ์ กรมเจ้าท่า กองทัพบก บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา หน่วยงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมและภาคีเครือข่ายทางพระพุทธศาสนาทุกภาคส่วน จัดกิจกรรมไหว้พระ ๙ วัด ล่องเรือเจ้าพระยา สายนทีแห่งศรัทธา อิ่มบุญ...สุขใจ งานส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลมาฆบูชา ประจำปี ๒๕๕๙ ณ วัดที่เข้าร่วมโครงการ ๙ วัด ได้แก่ วัดราชสิงขร วัดวรจรรยาวาส วัดยานนาวา วัดกัลยาณมิตร วัดอรุณราชวราราม วัดระฆังโฆสิตาราม วัดคฤหบดี วัดเทวราชกุญชร และวัดราชาธิวาสวิหาร

                    จุดที่ ๑ วัดราชสิงขรมีคติว่า "สักการะ สมปรารถนา" เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พุทธศักราช ๒๒๗๕-๒๓๐๑) ในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทโปรดให้ช่างหลวงวังหน้าสร้างพระอุโบสถ


                    มี “หลวงพ่อแดง” พระพุทธรูปเน้อสาริดทองคา ปางมารวิชัย ศิลปะแบบอยุธยา และสุโขทัย มีความงดงามมาก โดยเฉพาะพระพักตร์ จนทำให้เกิดการขนานนามท่านว่า หลวงพ่อพระพุทธสุโขทัย กิตติศัพท์ด้านความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแดงเป็นที่เลื่องลือและนับถือเลื่อมใสของชาวบ้าน ผู้ใดได้บนบานสานกล่าวมักได้สมปรารถนาเสมอ


                    จุดที่ ๒ วัดวรจรรยาวาส มีคติว่า "แผนไทยโบราณ วิจิตรงดงามแห่งศิลปะ" เป็นวัดราษฎร์เก่าแก่ สร้างอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดหันสู่แม่น้ำ เขตด้านเหนือของวัดติดกับ คลองบางขวาง จึงเรียกกันว่า วัดบางขวางล่าง เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๑ ในสมัยรัชกาลท ๑ ขุนทองส่อ (ทองอยู่) โสณกุล ได้บูรณะและปฏิสังขรณ์วัดขึ้นใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ท้าววรจันทร์บรมธรรมิกภักดี นารีวรคุณารักษา ได้บูรณะอีกครั้ง


                    ภายในวัดมีธรรมาสน์บุษบก ฝีมือช่าง ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง มีลักษณะและศิลปะลวดลายที่งดงาม เก็บรักษาอยู่ที่ศาลาการเปรียญ มีพระอุโบสถแบบก่ออิฐถือปูน มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นรูปพระวิษณุกรรม นอกจากนี้ยังมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย พระพุทธรูปปางนาคปรก พระพุทธรูปปางหน้าญาติ และปางทุกรกิริยา


                         จุดที่ ๓ วัดยานนาวา มีคติว่า "การค้าขาย การฑูต เจริญรุ่งเรือง"   เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ วัดคอกควาย ในสมัยกรุงธนบุรีได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เรียกชื่อใหม่ว่า วัดคอกกระบือ ต่อมารัชกาลที่ ๑ ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีความงดงามและเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบเรือสำเภาซึ่งจะสูญไปจากเมืองไทย และทรงรำลึกในพระธรรมเวสสันดรชาดก ให้วัดมีพาหนะดุจสำเภาในการที่จะนำพาเวไนยสัตว์ให้ข้ามพ้นโอฆสงสาร


                         มีแท่นที่ประทับรัชกาลที่ ๓ มีรอยพระพุทธบาทจำลอง มีพระบรมสารีริกธาตุจาก ๘ ประเทศ มีพระเขี้ยวแก้วอัญเชิญมาจากวัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว มีพระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาว ๓ ปาง ได้แก่ ปางปัญญา ปางเมตตา และปางสันติ


                         จุดที่ ๔ วัดกัลยาณมิตร มีคติว่า "เดินทางปลอดภัยดี มีมิตรไมตรีการค้าขายรุ่งเรือง เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ได้อุทิศบ้านและที่ดินข้างเคียง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ แล้วน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า วัดกัลยาณมิตร


                         พระวิหารหลวงและพระประธาน คือ หลวงพ่อโต หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อซำปอกง) พร้อมกราบสักการะพระพุทธรูปหล่อปางป่าเลไลยก์  พระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มีพระประธานเป็นพระปางป่าเลไลยก์ และมีิตรกรรมฝาผนัง ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและทางประวัติศาสตร์ 


                          จุดที่ ๕ วัดอรุณราชวราราม มีคติว่า "ชีวิตราบรื่น ร่มเย็น รุ่งโรจน์ทุกคืนวัน" เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร นิยมเรียกว่า วัดแจ้ง สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดมะกอก และกลายเป็นวัดมะกอกนอก เพราะได้มีการสร้าง วัดมะกอกใน (วัดนวลนรดิศ) เป้นวัดคู่บ้านคุ่เมืองและเป็นวัดที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทร์ใน พ.ศ. ๒๓๒๒


                         วัดอรุณราชวราราม ถือเป็นวัดรัชกาลที่ ๒ มีพระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุดิลกพระประธานที่รัชกาลที่ ๒ ทรงปั้นพระพักตร์ด้วยพระองค์เอง มีพระปรางค์วัดอรุณและมณฑปพระพุทธบาทที่งดงาม เป็นศิลปะขอม


                          จุดที่ ๖ วัดระฆังโฆสิตาราม มีคติว่า "ชื่อเสียงโด่งดังดุจเสียงระฆัง คนนิยมชมชอบ" เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร เดิมเรียกว่า วัดบางหว้าใหญ่ สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา คู่กับวัดบางหว้าน้อย คือ วัดอมรินทราราม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ และได้ขุดพบระฆังโบราณที่มีเสียงไพเราะดังกังวานมาก และโปรดฯ ให้สร้างหอระฆังอีก ๔ ลูก


                         พระพุทธรูปสำคัญ คือ พระพุทธรูปยิ้มรับฟ้า เป็นพระประธานในพระอุโบสถ มีเรื่องเล่ากันว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยตรัสว่า "ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆัง พอเข้าประตูโบสถ์ พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที..." พร้อมสักการะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และชมตำหนักจันทร์ หรือหอพระไตรปิฎกเดิมเป็นตำหนักและหอประทับนั่งของรัชกาลที่ ๑


                          จุดที่ ๗ วัดคฤหบดี มีคติว่า สักการะ ดับทุกข์ร้อน เป็นสุข เป็นพระอารามหลวงช้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับบ้านปูน เชิงสะพานพระราม ๘ เป็นวัดที่พระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) ต้นสกุล "ภมรมนตรี" เป้นผู้สร้างในปี พ.ศ. ๒๓๖๗ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดคฤหบดีครั้งใหญ่

                          ทำให้อาคารเสนสนะต่าง ๆ มีสภาพถาวรมั่นคงเป็นที่พอพระราชหฤทัย และได้พระราชทานตราประจำรัชกาลพระองค์ประดิษฐานไว้จนกระทั่งบัดนี้ ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสำคัญ พระพุทธแซกคำ เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองคำโบราณ ปางมารวิชัยสมัยเชียงแสนที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และงดงามมาก



                         จุดที่ ๘ วัดเทวราชกุญชร มีคติว่า มงคลเทพเทวดา มหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง การงานก้าวหน้า เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เดิมเป็นวัดราษฎร์สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา นามเดิมว่า "สมอแครง" ต่อมาเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษษ์มนตรี (ต้นสกุลมนตรีกุล) กรมพระพิทักษ์เทเวศร (ต้นสกุลกุญชร ณ อยุธยา) พระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงบูรณปฏิสังขรณ์


                          สักการะพระพุทธเทวราชปฏิมากร ฝีมือช่างสมัยทวารวดีผสมอู่ทองที่มีความงดงามมาก อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์ไม้สีทองให้ได้ชมกันด้วย พุทธศาสนิกชนนิยมถวาย "ผ้าไตร" แทนดอกไม้ ธูป เทียน เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ เป็นวัดแรกในประเทศไทยที่นำผ้าไตรมาเป็นเครื่องสักการะและได้รับความศรัทธามาจนทุกวันนี้


                         จุดที่ ๙ วัดราชาธิวาสวิหาร มีคติว่า "มีลาภยศที่ยิ่งใหญ่ ดุจพระราชา เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร เดิมชื่อวัดสมอราย เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระผนวช มีพระอุโบสถเป็นทรงขอมคล้ายนครวัดที่งดงาม


                         ออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ และทรงสร้างศาลาการเปรียญสร้างด้วยไม้สักทองเป็นศาลาการเปรียญที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และภายในมีธรรมาสน์ที่สวยงามมาก

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ธนาลงกรณ์ทาวเวอร์ ชั้น ๑๒ , ๑๕ - ๑๖ เลขที่ ๖๖๖ ถ. บรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กทม. ๑๐๗๐๐ 
โทรศัพท์ ๐ ๒๔๒๒  ๘๘๑๒ หรือ สายด่วน  ๐๙๒ ๔๔๖๘ ๐๓๘ โทรสาร ๐ ๒๔๒๒ ๘๘๑๓